วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

ไล่ออกอาจารย์ มรภ.ศรีสะเกษ คดีล่วงละเมิด นศ.หญิง

ไล่ออกอาจารย์ มรภ.ศรีสะเกษ คดีล่วงละเมิด นศ.หญิง

 นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ออกแถลงการณ์กรณีอาจารย์ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาหญิงเมื่อ 3 เดือนก่อน ล่าสุดทางสถาบันมีคำสั่งลงโทษไล่ออกอาจารย์คนดังกล่าวแล้ว เนื้อหาของแถลงการณ์ส่วนหนึ่งระบุว่า ผลการสอบสวนเป็นไปตามที่ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและผิดข้อ บังคับของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ออกแถลงการณ์ของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย เรื่องลงโทษไล่ออก นายฉัตรชัย ไชยโยธา อาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีกระทำละเมิดทางเพศแก่นักศึกษาหญิงเมื่อ 3 เดือนก่อน ในแถลงการณ์ระบุว่า อาจารย์คนดังกล่าวกระทำผิดวินัยร้ายแรงและประพฤติผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ แห่งข้อบังคับของมหาวิทยาลัยจึงลงโทษด้วยการไล่ออกจากราชการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นที่ถูกพักราชการ

ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่ มองว่า แม้จะมีการลงโทษไล่ออก แต่พฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศจากอาจารย์ไม่ควรเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาของ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 57 โดยนักศึกษาหญิงถูกอาจารย์สถาบันเดียวกัน ล่อลวงเข้ารีสอร์ต โดยเสนอให้เกรด A ในวิชาที่สอนหากนักศึกษายอมมีความสัมพันธ์ด้วย ก่อนที่คณะกรรมการมหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

จำหน่ายกิ่งพันธุ์มะลิและดอกมะลิ-ราคามะลิวันนี้ตลาดไท-ปากคลองตลาด



วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

คสช.ขึ้นแวต10%มีผล1ต.ค.58-ราคามะลิปากคลองตลาดวันนี้

คสช.คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม7% ออกไป1ปี เพิ่มเป็น10% สรรพากรคาดรายได้เพิ่ม2.1แสนล้านในงบประมาณปี59

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกประกาศที่ 92/2557 เรื่อง "การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม" โดยลดเหลือ 6.3% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2557-30 ก.ย. 2558 และปรับเพิ่มเป็น 9% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2558 แต่ประกาศดังกล่าวในทางปฏิบัติ คือ การคงอัตราภาษีที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 10% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2558
เนื่องจากอัตรา 7% แบ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% และภาษีท้องถิ่น 0.7% และหากเก็บ 10% ก็จะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% ภาษีท้องถิ่น 1% ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายรัษฎากร

ทั้งนี้ ตามประมวลรัษฎากร กำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ที่ 10% แต่รัฐบาลหลายยุคได้ออกพระราชกฤษฎีกาลดเหลือ 7% โดยรัฐบาลต้องต่ออายุพระราชกฤษฎีกาทุกครั้งเพราะกำหนดให้มีอายุเพียง 1 ปี
พระราชกฤษฎีกา ปัจจุบันจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย. 2557 ซึ่งจะส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10% ดังนั้นประกาศคสช.เท่ากับว่าคงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 10% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2558
การประกาศขึ้นภาษีเป็น 10% ในปีหน้า ถือเป็นครั้งแรกที่ประกาศออกมาอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านั้นไม่มีรัฐบาลใดกล้าประกาศใช้
สำหรับ รายละเอียดของประกาศ มีดังนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 549) พ.ศ. 2555
ข้อ 2 ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตรา ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2557 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558
(2) ร้อยละ 9 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 เป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาออกตามความในมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534
ข้อ 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้
ข้อ 5 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. พ.ศ.2557 เป็นต้นไป
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดี กรมสรรพากร กล่าวว่าประกาศคสช.ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะส่งผลให้อัตราการจัดเก็บแวตของสินค้าและบริการอยู่ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี เพราะอัตราที่ประกาศยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น 0.7% ซึ่งการประกาศปรับลดนั้นเป็นการลดจากอัตราเพดานการจัดเก็บที่ 10%
ส่วนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป จะทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่คสช.ประกาศ 9% นั้น เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 1% จะทำให้อัตราจัดเก็บแวตของสินค้าและบริหารอยู่ที่ 10%
"ทุกๆ 1% ของภาษีที่เพิ่มขึ้น จะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้น 7 หมื่นล้านบาท หรือ มีรายได้เพิ่ม 2.1 แสนล้านบาท ในงบประมาณ 2559 อย่างไรก็ตาม แวตก็สามารถปรับลดได้เป็นปีๆไปตามเหมาะสม"

Tags : คสช.,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,แวต,ประสงค์ พูนธเนศ,กรมสรรพากร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ผู้ซื้อบ้านใหม่จุกจ่ายภาษีที่ดินฯ2เด้ง,ถอย! คลังลดภาษีที่ดินลง 50% - บ้านต่ำกว่า1 ล้าน ไม่ต้องเสียภาษี,5 มี.ค.นี้ปิดดีลภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง

ขอแสดงความยินดีต่อมหาเศรษฐีไทยทุกท่าน ที่ติดอันดับโลก จากการสำรวจของ “ฟอร์บส์” นิตยสารธุรกิจอเมริกันชื่อดัง ประจำปี 2558 มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกยังคงเป็น บิล เกตส์ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 2.53 ล้านล้านบาท ส่วนมหาเศรษฐีไทยติดสูงสุดที่ 81 มีความร่ำรวยราว 4.35 แสน ล้านบาท และอันดับที่ 1,190 ร่ำรวย 5.18 หมื่นล้านบาท
นับเป็นข่าวดีติดต่อกันมาหลายปี แสดงว่าไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศมหาเศรษฐีโลก แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนจนอีกล้นหลาม ข้อมูลทางการระบุว่า “คนจน” ของไทย คือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,492 บาทต่อเดือน ประมาณ 8.4 ล้านคน และยังมี “คนเกือบจน” ที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความจนเล็กน้อยอีก 7.2 ล้านคน รวมเป็น 15.6 ล้านคน
ไม่มีใครคาดหวังจะให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในด้านรายได้และอื่นๆ เพียงแต่อยากให้ความเหลื่อมล้ำลดแคบลง แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะเอาจริงเอาจังที่สุด ในการพยายามลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การออกกฎหมายภาษีมรดก และกำลังลุ้นจะออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ความพยายามที่จะปรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เริ่มต้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ไปไม่ถึงฝั่ง ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แม้แต่ในรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีรายงานข่าวว่า มีกระแสคัดค้านตามสื่อสังคม ต้องถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีข้อมูลระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. ชุดก่อนๆ มีที่ดินโดยเฉลี่ยคนละประมาณ 120 ไร่ อยู่ในกลุ่มผู้มั่งคั่งหยิบมือเดียว ที่อาจคัดค้านการปฏิรูป
การคัดค้านการออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านโดย ส.ส. หรือ ส.ว.ในอดีต และอาจถูกคัดค้านโดยสมาชิก สนช.บางส่วน ในปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” มีการถือครองที่ดินและความมั่งคั่งแบบกระจุกตัว ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านรายได้ โอกาส ศักดิ์ศรี และอำนาจ ที่ยากต่อการแก้ไข
ตัวอย่างที่ชัดเจนของความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาสและอำนาจ คือการที่สมาชิก สนช.บางส่วนถือโอกาสตั้งบุตร ธิดา หรือภรรยา ให้เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้ช่วย เพื่อรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เดือนละ 2–3 หมื่นบาทต่อคน อ้างว่าไม่มีกฎหมายห้ามอย่างไม่เกรงใจสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ผลักดันการตั้งสมัชชาคุณธรรม เพื่อบังคับใช้กับใคร?
แต่อย่างน้อยก็ยังน่าดีใจที่รัฐบาล คสช. ยังยืนยันที่จะเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น 1 ในแม่น้ำทั้ง 5 ที่ประกาศว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ทราบว่าจะมีมาตรการลดความเหลื่อมล้ำหรือไม่? ให้เป็นบันไดขั้นหนึ่ง เพื่อก้าวสู่ความปรองดอง ความสมัครสมานสามัคคี และความสงบสุข.

รายได้เศรษฐี-นักการเมืองต่างคนจน “ฟ้ากับเหว”
สถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิด 8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในไทย พบมีมากกว่าที่รายงานกันทั่วไปอย่างน้อย 25% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จีดีพีประเทศเพิ่มขึ้น 4 เท่าแต่รายได้ครอบครัวไทยเพิ่มขึ้น 3 เท่าและคนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน เผยทรัพย์สินนายกรัฐมนตรีไทยสูงกว่าชนชั้นกลาง 9,000 เท่า ขณะที่ทรัพย์สินครอบครัว ส.ส.รวมกันมูลค่า 40,000 ล้านบาท เท่ากับทรัพย์สินเกือบ 2 ล้านครอบครัวไทยรวมกัน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า ทางสถาบันฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของคนไทย จึงได้จัดทำซีรีส์งานศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำ และผลงานชิ้นล่าสุดคือ “8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย” ซึ่งค้นพบ ข้อที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ดีขึ้นเลย จาก 25 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า แต่รายได้ส่วนที่ตกถึงครอบครัวไทยนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนในแต่ละช่วงรายได้ก็เพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน
“ปี 2529 ครอบครัวที่จนสุด 10% มีรายได้เฉลี่ย 1,429 บาทต่อเดือน ครอบครัวรวยสุด 10% เคยรายได้เฉลี่ยที่ 28,808 บาทต่อเดือน ผ่านมา 25ปี รายได้ครอบครัวรวยที่สุดโตขึ้น 3 เท่า เพิ่มเป็น 90,048 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้ของครอบครัวจนที่สุดที่เพิ่มขึ้นไม่ถึง 3 เท่า มีรายได้เฉลี่ยราวเดือนละ 4,266 บาท ขึ้นตามกลุ่มรายได้สูงไม่ทัน”
2.กลุ่มใหญ่ที่สุดในครอบครัวคนจน คือ ครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่เข้าใจกันทั่ว ไป โดยครอบครัวคนชราที่มีอยู่ราว 40% มีรายได้หลักมาจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ รองลงมาอีก 25% เป็นครอบครัวเกษตรกร อีกราว 6% เป็นครอบครัวอาชีพอิสระอย่างพ่อค้า แม่ค้า และในกลุ่มครอบครัวจนที่สุดมี 44% เป็นคนอีสาน อีก 30% อยู่ในภาคเหนือ คนกรุงเทพฯ น้อยมากเพียง 2% ส่วนกลุ่มครอบครัวรวยที่สุดเป็นครอบครัวประกอบอาชีพเฉพาะทางอย่าง หมอ หรือวิศวกร คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% อีก 12% เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเป็นเถ้าแก่ ที่สนใจคือราว 9% ของกลุ่มครอบครัวร่ำรวยเป็นเกษตรกรจากภาคใต้ แสดงว่าเกษตรกรไม่จำเป็นต้องจนเสมอไป
3.เกือบครึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้ครอบครัวเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 23,000 บาท/เดือน แต่รายได้ที่ครอบครัวกลุ่มใหญ่ที่สุดราว 1.1 ล้านครอบครัวได้รับนั้นอยู่ที่ราว 7,000-8,000 บาทต่อเดือน 4.ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงนั้นยิ่งแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25% โดยข้อมูลที่ใช้กันทั่วไปมาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อนำรายได้ครัวเรือนมารวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 6.4 ล้านล้านบาท แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการประมาณการรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศเพื่อนำมาประมาณการจีดีพี พบรายได้ครัวเรือนไทยสูงถึง 7.3 ล้านล้านบาท แตกต่างกันเกือบ 1 ล้านล้านบาท และหายไปราว 14% ของรายได้ครัวเรือนจากการสำรวจ
นอกจากนั้น การสำรวจไม่ได้ให้ภาพที่ครบถ้วนของฐานะการเงินครอบครัวคนรวย เห็นได้จากข้อมูลนิตยสาร Forbe รวบรวมมูลค่าทรัพย์สินของ 50 มหาเศรษฐีไทย สูงถึง 52,000 ล้านบาท รวยกว่าครอบครัวรวยที่สุดที่สำรวจมาซึ่งมีสินทรัพย์ 200 ล้านบาท ถึง 250 เท่า ขณะที่วารสารการเงินธนาคาร ระบุผู้ได้รับเงินปันผลหุ้นมากที่สุด 50 อันดับแรกเฉลี่ย 190 ล้านบาทต่อปี ทำให้ความแตกต่างระหว่างกลุ่มจนที่สุด 20% และรวยที่สุด 20% เพิ่มขึ้นจาก 11 เท่าเป็น 14 เท่าหรือกว่า 25% และด้วยตัวเลขใหม่นี้จะทำให้อันดับความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเมื่อเทียบกับ 157 ประเทศทั่วโลกยิ่งแย่ลงไปอีก คือ จากเดิมอยู่ที่อันดับ 121 จะตกไปอยู่ที่ลำดับ 135 ใกล้เคียงสวาซิแลนด์ และเอลซัลวาดอร์ 5.ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก คือ อันดับ 162 จาก 174 ประเทศ
6.ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวสมาชิกสภาราษฎร (ส.ส.) รวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย โดยทรัพย์สินรวมของ ส.ส. 500 ครอบครัวมารวมกันเท่ากับ 40,000 ล้านบาท มากพอๆกับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีไทยสูงกว่าคนที่มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ กึ่งกลางถึง 9,000 เท่า ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอินเดียที่ต่างกัน 2,000 เท่า ฟิลิปปินส์ 600 เท่า อังกฤษ 50 เท่า ซึ่งการที่ผู้กำหนดนโยบายมีฐานะไม่ใกล้เคียงประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเป็น ตัวแทน นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ถูกแก้ไข
7.นอกจากรายได้และสินทรัพย์ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข ของคนร่ำรวยที่มีโอกาสมากกว่าคนยากจน ดูได้จากคะแนน PISA ซึ่งประเมินผลสอบนานาชาติ ที่วัดกับเด็ก 15 ปีทั่วประเทศ พบว่าเด็กจากครอบครัวรวยที่สุด 20% มีโอกาสผ่านเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยวิชาเลขมากกว่าเด็กจากครอบครัวจนที่สุด 10% กว่า 2 เท่า 8.ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่ควรแก้ คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนรายได้เท่ากัน แต่สิ่งที่ต้องทำและทำได้คือ จะต้องทำให้คนมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้นในการยกระดับรายได้ตัวเอง.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

ขอไม่ถึง 7 วัน ขายที่ได้ 40 ล้าน! หนุ่มแก้บนมะลิแสนพวง 'หลวงพ่อทันใจ'

นักธุรกิจหนุ่ม บินจากหาดใหญ่สู่เชียงใหม่ แก้บนมะลิแสนพวง องค์หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่ หลังจุดธูปขอไม่ถึง 7 วัน ขายที่ดินได้ 40 ล้าน เชื่อเกิดจากแรงอธิษฐาน ...

เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 3 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธาตุดอยคำ (หลังพืชสวนโลก) หมู่ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมือง เชียงใหม่ ได้มีนักธุรกิจหนุ่ม จาก อ.หาดใหญ่  จังหวัดสงขลา เดินทางขึ้นเหนือเพื่อมาแก้บน องค์หลวงพ่อทันใจ ที่โด่งดังอันศักดิ์สิทธิ์ เนื้อปูนขนาดหน้าตัก 12 นิ้ว สูง 16 นิ้ว ตั้งอยู่ในพระวิหารโดยเฉพาะที่ทางวัดจัดทำขึ้นข้างพระธาตุ โดยแก้บนด้วยพวงดอกมะลิ จำนวน 1 แสนพวง ที่วัด ได้พบ นายชาลี (ขอสงวนนามสกุลและที่อยู่) อายุ 45 ปี นักธุรกิจหนุ่มชาว อ.หาดใหญ่ กำลังช่วยจัดวางดอกมะลิ ที่มีจำนวนมากอยู่ 1 แสนพวง เพื่อแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางวัดช่วยกันจัดวาง เพราะมีจำนวนมาก
โดย นายชาลี ได้เปิดเผยว่า ตนเองพักอาศัยอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนหน้านี้เคยประกาศขายที่ดิน จำนวน 1 ไร่ จำนวน 40 ล้านบาท โดยประกาศขายมานานแล้วก็ยังขายไม่ได้ จนมาเห็นข่าวนักธุรกิจสาว บนขอให้องค์หลวงพ่อทันใจช่วยเหลือ กรณีที่ถูกลูกน้องเอาเงินไป 40 ล้าน มาคืนให้จนสำเร็จ จากนั้นได้มาแก้บนด้วยดอกมะลิ จำนวน 99,999 พวง หลังจากเห็นข่าวจากสื่อต่างๆ จึงได้จุดธูปสามดอกบนบาน ที่ อ.หาดใหญ่ ไม่ถึง 7 วัน ที่ดินดังกล่าวขายได้ทันที จึงเดินทางมาแก้บน

โดยมะลิที่ซื้อมานั้น ตนเองสั่งซื้อมาจากตลาดสี่มุมเมือง กรุงเทพฯ จำนวน 1 แสนพวง วันนี้จึงพาครอบครัวเดินทางขึ้นเครื่องบิน มาแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจทันที ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับองค์หลวงพ่อทันใจ มีอายุมากกว่า 500 ปี โดยคนที่มาบนในเรื่องต่างๆ ไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภ หน้าที่การงาน การค้าขาย ประสบความสำเร็จมากันจำนวนมาก จึงนำพวงมาลัยดอกมะลิขึ้นมาแก้บนเนืองแน่นทุกวัน
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/484635 ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

จบแค่ ม.3 ชาวสวนอัจฉริยะปลูกมะนาวให้ผลต้นละ 3,000 ลูก!


สุดยอดชาวสวนอัจฉริยะ ... ปลูกมะนาวได้ต้นละระดับ "พันลูก" ... แกบอก ไม่ต้องสนใจ "นอก หรือ ไม่นอกฤดู"
เก็บขายเรื่อยๆ สบายใจกว่า .....
    สุดยอดปราชญ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ปลูกมะนาวออกลูกต้นละหนึ่งพันถึงสามพันลูก คนคิดค้นเผยจบ .3 ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ
     วัน ที่ 1 มี.. นายวโรชา จันทโชติ อายุ 48 ปี เจ้าของสวนมะนาวแป้นวโรชา เลขที่ 8/8 หมู่ 8 .ไผ่จำศีล .วิเศษชัยชาญ .อ่างทอง ได้เปิดเผยว่าได้ปลูกมะนาวพันธุ์แป้นวโรชาในวงปูนโดยไม่ใช้ดิน สามารถออกผลผลิตได้ต่อต้นต่อครั้งถึง 1,000 ลูก และถ้าปลูกในดินสามารถออกผลผลิตได้ต่อต้นต่อครั้งถึง 3,000 ลูก จนเป็นที่ยอมรับของชาวสวนในจังหวัดใกล้เคียง สั่งจองกิ่งพันธุ์จำนวนมาก และมีบางส่วนมาดูงานการเพาะปลูก และเป็นวิทยากรในการปลูกจนได้ผลผลิตจำนวนมาก