วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

สุดแปลก! "มะนาวนิ้วมือ" เคยเห็นไหม แต่ปลูกง่าย ได้ราคาดี ถ้ารู้ราคาแล้วต้องอยากปลูกแน่นอน

สุดแปลก! "มะนาวนิ้วมือ" เคยเห็นไหม แต่ปลูกง่าย ได้ราคาดี ถ้ารู้ราคาแล้วต้องอยากปลูกแน่นอน

Australia Finger Lime ออสเตเรียฟิงเกอร์ไลม์ หรือ Cavier Lime ถ้าเรียกตามศัพท์ก็คือ มะนาวนิ้วมือหรือมะนาวคาเวียร์ ตามลักษณะเนื้อที่เหมือนไข่ปลาคาเวียร์
เป็นมะนาวป่าที่มีหลายสายพันธ์ พบบริเวณรอยต่อของ SE Queenland และ Northern NSW"มะนาวนิ้วมือ" หน้าตาแปลกแต่ปลูกง่าย ได้ราคาดีด้วยสนนลูกละ 150-200 บาท หากนำมาตกแต่งอาหาร ดูน่าทานมากขึ้น โดยเฉพาะเอาไว้กินกับอาหารทะเลสด อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ทั้งหลายแหล่ รสออกเปรี้ยวจัดเหมือนมะนาว ใช้แทนกันได้ ใส่ในพวกยำต่างๆได้ และไม่ได้หาได้ง่ายๆ เหมือนกันไร่มะนาวนิ้วที่ออสเตเรีย
ในธรรมชาติแล้วสูงขึ้นไปถึง 6 เมตร ใบเล็กหนามแหลมยาว ผลรูปคล้ายนิ้วมือ มีความยาวสูงสุด 12ซ.ม. ทั่วไปมีสีผลและเนื้อเป็นสีเหลืองเขียว แต่พัฒนาสายพันธ์ุได้เป็นหลากสี/รูปร่าง/ขนาดผลมะนาวพื้นเมืองของออสเตรเลีย มีเนื้อเป็นเม็ดๆ เป็นถุงน้ำ ขบฟันลงไปจะแตกเปาะๆในปาก ผลและเนื้อในมีกลิ่นหอม อโรม่า แตกต่างจากมะนาวทั่วไป มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มีหลายสี แต่ละสีจะให้กลิ่นและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน หายากและมีราคาแพงมาก
ปัจจุบันมีพ่อค้านำเข้ามาเป็นผลสดจากสวนที่ออสเตรเลียโดยตรง จากนั้นได้คัดเมล็ดมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว บรรจุชุดละ 4 เมล็ด : ราคา 99 บาท ณ เดือน ก.พ. 2558 ราคาต่อต้นความสูง 1.5 ฟุต 2,350 บาท ณ เดือน ส.ค. 2557

มะนาวนี้มีชื่อเล่นตามลักษณะของสีสัน 
1. เรด เชมเปญ - เปลือกสีแดง เนื้อในแดงเข้ม นิยมใส่ผสมเชมเปญเพิ่มรสให้เครื่องดื่ม 
2. พิงค์ ไอซ์ - เปลือกสีชมพู เนื้อในชมพู รสนุ่มละมุน 
3. จาลิ เรด - เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อสีแดงใส 
4. เอลตัน กรีน - เปลือกสีเขียวเข้ม เนื้อสีเขียวมรกต 
5. เทสตี้ กรีน - เปลือกเขียว เนื้อขาวใสความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ เนื้อไม่เกาะติดเปลือกและไม่เกาะติดกันเองด้วย ทำให้เวลาบิผลออกมา เนื้อจึงทะลักเป็นเม็ดๆ ดุจไข่ปลาคาเวียร์ทิมมี่คิดว่า ถ้าหากใครหัวใสจะกล้าลงทุนเป็นรายแรกๆ ก็น่าจะเข้าทีและสนองวลีเด็ดของท่านายก เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 58 ด้วย "ขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางเอาไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องมาบ่น ต้องหัดช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง"
ที่มา: https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/photos/pcb.10155402277290085/10155402274625085/?type=1&theater

http://pantip.com/topic/31243650

http://www.thailandfingerlime.com/
ข้อมูลจาก: https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/photo

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา,เปิดอบรมฟรี!! เปลี่ยนผักตบชวาเป็นแก๊สชีวภาพ

ผลิตก๊าซชีวภาพจาก 'ผักตบชวา'

ทำมาหากิน : ผลิตก๊าซชีวภาพจาก 'ผักตบชวา' นำวัชพืชไร้ค่ามาต่อยอดใช้จริง : โดย...ฉัตรสุดา สุวรรณจตุพร

             จากอดีตจนปัจจุบันผักตบชวายังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อการไหลของน้ำในแม่น้ำลำคลอง แม้จะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือจัดการ แต่ก็ยังไม่สามารถลดปัญหาผักตบชวาได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยรศ.ดร.จุรีรัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)และหัวหน้าโครงการวิจัยด้านทรัพยากรจุลินทรีย์ได้คิดค้นงานวิจัยการผลิตก๊าสชีวภาพจากผักตบชวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้โครงการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมประจำปี 2557  
          "ที่ผ่านมามีการจัดอบรมสอนการทำถังหมัก วิธีการหมักโดยใช้ผักตบชวาผสมกับมูลสัตว์สดและน้ำ อบรมไปแล้วทั้งหมด 3 รุ่น จำนวน 65 คน ผู้เข้ารวมอบรมมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ กรมราชทัณฑ์ อบจ. อบต. และชุมชนต่างๆ ทำให้นำความรู้จากการอบรมไปใช้ต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด" รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) เผยผลการดำเนิน ซึ่งขณะนี้ทางโครงการมีแนวทางที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่โดยการจัดตั้งเป็นหน่วยเรียนรู้ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ 3 แห่งด้วยกัน คือ ศูนย์สาธิตเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนลาดหลุมแก้ว มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย, ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี แขวงคลองสามวา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านสะพานดำ จ.ราชบุรี โดยสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  

      "วิธีการผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวาด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูง มี 2 ขั้นตอนง่ายๆ คือเริ่มจากนำภาชนะปิดสนิทขนาด 5-20 ลิตรสำหรับเก็บก๊าซและมีก๊อกเปิด-ปิดแบ่งพื้นที่ 4 ส่วนใส่ผักตบชวาที่หั่นหรือบดแล้ว 1 ส่วน มูลสัตว์สด 1 ส่วน น้ำสะอาด 1 ส่วนทั้งไว้ 10-15 วันจากนั้นทดสอบว่ามีก๊าซติดไฟหรือไม่โดยใช้ลูกโป่ง จากนั้นนำมูลสัตว์สดที่ทำให้ก๊าซติดไฟจากขั้นตอนแรกมาหมักในถัง 200 ลิตรโดยใช้อัตราส่วนเช่นเดิม ทิ้งไว้ 10-15 วันจากนั้นทดสอบว่ามีก๊าซติดไฟหรือไม่ โดยต่อเข้ากับวาล์วและหัวแก๊ส" รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ เผยขั้นตอนการผลิต
        อรษา งามนิยม รองประธานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี แขวงคลองสามวา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย หนึ่งในผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมผลิตก๊าสชีวภาพจากผักตบชวา กล่าวถึงผลจากการนำไปปฏิบัติจริงในกลุ่มว่า ปกติทางกลุ่มมีการใช้ผักตบชวามาทำปุ๋ยอยู่แล้วเมื่อได้เห็นโครงการจึงสนใจสมัครเข้ามาอบรมเพื่อจะช่วยลดการใช้แก๊ส ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สิ่งเหลือใช้ นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถต่อยอดได้  
     ด้าน ดร.อนามัย ดำเนตร คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์และรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประเภททุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย ให้การสนับสนุนเพื่อจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูง ให้ผู้ที่สนใจเพื่อมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่มีรายได้ไม่เพียงพอ และยังขาดแคลนองค์ความรู้ได้นำกลับไปประยุกต์ใช้ 
      "มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้นเรามีองค์ความรู้งานวิจัยในทุกศาสตร์ทั้งทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร ด้านเกษตรหรือวิศวกรรม และพร้อมจะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเราไปสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” 
       นับเป็นอีกก้าวในการนำวัชพืชไร้ค่าอย่างผักตบชวามาใช้ประโยชน์ด้วยการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน สนใจสอบถามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยด้านทรัพยากรจุลินทรีย์


วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

“มะม่วงหนองวัวซอ” ไม่พอส่งออก “จีน-ไต้หวัน-เกาหลี” สั่งซื้อไม่อั้น-ราคามะลิวันนี้

ในระยะหลังๆ มะม่วงส่งออกเติบโตดี ... ทำให้ชาวอีสานเริ่มหนีจากยางมามะม่วงแล้ว พี่น้องเอ๋ย .....
          ผลผลิตมะม่วงหนองวัวซอ อุดรธานี ไม่พอส่งออก เหตุอากาศแปรปรวน ผลผลิตออกน้อย ตลาดจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีสั่งซื้อไม่อั้น โกยรายได้ส่งออกปีละ100 ล้าน พันธุ์น้ำดอกไม้สีทองขายดี เกษตรกรทุ่มทุนเจาะบ่อบาดาล-ขุดสระรับมือแล้ง ชาวสวนยางถอดใจหันมาปลูกมะม่วง

        นายธวัชชัย แปรงศรี นายอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ปัจจุบันอำเภอหนองวัวซอมีพื้นที่ปลูกมะม่วงเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดอุดรธานี โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 5,693 ไร่ เกษตรกรจำนวน 431 ครัวเรือน ซึ่งเป็นผลผลิตทั้งนอกฤดูและในฤดู ประมาณ 3,539 ตัน/ปีมูลค่าประมาณ 127 ล้านบาท
       สำหรับในฤดูผลผลิตปี 2557/58 อำเภอหนองวัวซอได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงจัดทำโครงการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) 202 ราย ผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพได้ 75,000 ตัน และส่งออกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง, น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และเขียวเสวยได้ 700 ตัน มูลค่า 36.25 ล้านบาท
        นอกจากนี้อำเภอและหน่วยงานต่าง ๆ ยังได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีโอกาสไปจัดแสดงสินค้าและจำหน่ายผลผลิตของตนเองในตลาดต่างประเทศ เช่น เวียดนาม เกาหลี จีน สปป.ลาว ญี่ปุ่น รวมถึงจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมีรายได้สูงขึ้นเฉลี่ย 230,000 บาทเศษ/ครอบครัว/ปี
      นายเทพพร หิรัฐรัตน์ ประธานภาคอีสาน สมาคมชาวสวนมะม่วงไทยและประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงบ้านห้วยไร่บูรพา ต.อูบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ปีนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและเจอเพลี้ยไฟ ซึ่งไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในรอบ 20 ปี ทำให้ผลผลิตมะม่วงนอกฤดูตั้งแต่เดือนกรกฎาคมหายไปจากตลาดถึง 60% ทำให้ราคาผลผลิตในตลาดเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมกิโลกรัมละ 80 บาทเป็น 120 บาท
        ขณะที่เอเย่นต์ส่งออกก็รับซื้อผลผลิตไม่อั้น แต่ผลผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตลาดจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ สปป.ลาวนิยมบริโภคมะม่วงพันธุ์สีทองและมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 โดยพันธุ์สีทอง เกรด B ราคากิโลกรัมละ 40 บาท หรือพันธุ์แก้วซ่อนราคากิโลกรัมละ 50 บาท"
"ปีนี้ทางกลุ่มปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น 300 ไร่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเปลี่ยนจากที่นาดอนมาเป็นสวนมะม่วง และเปลี่ยนจากสวนยางพารามาปลูกมะม่วงพันธุ์สีทองประมาณ 100 ไร่"
      ด้านนายบุญช่วย พัฒนชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกไม้ผลมะม่วง ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า อากาศที่เปลี่ยนแปลงจากหนาวมาเป็นร้อนกะทันหันสร้างความเสียหายให้มะม่วงนอกฤดูรุ่นสุดท้ายถึง 80% แต่มะม่วงที่กำลังห่อขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบโดยปีนี้พื้นที่ปลูกมะม่วงของกลุ่มเพิ่มขึ้นจาก 3,500 ไร่ เป็น 4,000 ไร่ ซึ่งในตำบลกุดหมากไฟที่ทำสวนยางพาราได้หันมาปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองราว10%
          ส่วนตลาดส่งออกปีนี้ราคาสูงขึ้นกว่าทุกปี 20% จากกิโลกรัมละ 85 บาท เป็น 110 บาท ตลาดที่มาแรงคือเกาหลี เนื่องจากเกาหลีรู้จักมะม่วงพันธุ์สีทองของไทยมากขึ้นและติดใจในผิวและรสชาติ จึงมีสัดส่วนออร์เดอร์เข้ามามากถึง 50% และอีก 50% จะเป็นตลาดจีน รัสเซีย เยอรมนี และเวียดนาม ปีนี้ยังเป็นปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง
        ส่วนแนวทางรับมือภัยแล้งนั้น เกษตรกรได้ลงทุนเจาะน้ำบาดาลและขุดสระเพิ่ม อย่างไรก็ตาม คาดว่าอนาคตสวนยางพาราในพื้นที่จะลดลงเรื่อย ๆ แม้จะเปิดกรีดแล้วก็ตาม เพราะมีต้นทุนสูงยาวนาน ขณะเดียวกันต้องลงทุนทุกปี แต่มะม่วงปลูกได้ผลผลิตทุกปี ปัจจุบันจึงมีเกษตรกรสวนยางพาราเริ่มปลูกมะม่วงแซมกับต้นยางพาราและอาจโค่นต้นยาง โดยปีนี้จะมีแนวโน้มที่ชาวสวนยางจะเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงเพิ่มอีกประมาณ 10%
ที่มาข่าว:http://money.sanook.com/265333/

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

“ชาวนาชัยนาท” ทดลองปลูกผักคะน้า-กวางตุ้งแทนปลูกข้าวนาปรังช่วงหน้าแล้งได้ผลผลิตงาม-ราคามะลิวันนี้

ที่มาข่าว:http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000027835
“ชาวนาชัยนาท” ทดลองปลูกผักคะน้า-กวางตุ้งแทนปลูกข้าวนาปรังช่วงหน้าแล้งได้ผลผลิตงาม-ราคามะลิวันนี้
ชัยนาท - ชาวนาในตำบลดงคอน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ทดลองปลูกผักคะน้า-กวางตุ้ง แทนปลูกข้าวนาปรังช่วงหน้าแล้ง กลับให้ผลผลิตงามรายได้ดีกว่าปลูกข้าวหลายเท่าตัว เตรียมขยายแปลงปลูกต่อเนื่อง

       
       หลังจากชลประทานได้หยุดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา และขอความร่วมมือให้เกษตรกรหยุดปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากน้ำต้นทุนมีน้อย ทำให้เกษตรกรในจังหวัดชัยนาท หันไปเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปอเทือง และพืชผักอื่นๆ รวมกว่า 12,000 ไร่ เนื่องจากใช้น้ำน้อย สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ในระยะสั้น และขายได้ราคาดีกว่าปลูกข้าว

       
       นายประทุม เหมหงษา อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 6 ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ตนเป็นชาวนาปลูกข้าวกว่า 100 ไร่ หลังชลประทานหยุดส่งน้ำให้เพาะปลูกก็หยุดทำนาปรัง แม้ในพื้นที่จะมีน้ำจากบ่อบาดาลที่สามารถใช้ปลูกข้าวได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ปลูกเพราะกลัวไม่คุ้มทุน เนื่องจากราคาข้าวตอนนี้เหลือเพียงตันละ 6,500 บาทเท่านั้น โดยได้ปรึกษากับลูกชายค้นหาพืชชนิดใหม่มาปลูกแทนข้าวที่มีราคาดีกว่า ก็พบว่า ผักคะน้า และผักกวางตุ้งมีราคาดี ปลูกง่าย เก็บขายได้ภายใน 35 วัน และมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงที่ ไม่ต้องออกไปหาตลาดขายเอง 
  จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าว จำนวน 10 ไร่ ให้เป็นแปลงผัก และติดตั้งระบบให้น้ำ ลงทุนไปกว่า 60,000 บาท แบ่ง


    ปลูกผักคะน้า 7 ไร่ กวางตุ้ง 3 ไร่ ซึ่งจากการทดลองปลูกครั้งแรกถือว่าประสบความสำเร็จ ผักทั้ง 2 ชนิดเจริญเติบโตดี แม้จะต้องมีการดูแลต้องให้น้ำมากกว่าการปลูกข้าว แต่ผลผลิตที่ได้รับเป็นที่พอใจมาก
       
       โดยราคาที่พ่อค้าเข้ามารับซื้อผักกวางตุ้ง กิโลกรัมละ 13 บาท ผักคะน้า กิโลกรัมละ 9 บาท คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 4,000 กิโลกรัม/ไร่ คิดเป็นเงินกว่า 400,000 บาท โดยเตรียมขยายแปลงเพาะปลูกเพิ่มเติม และหากเข้าสู่ฤดูฝนก็จะยังปลูกผักต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปลูกข้าว เพราะผักมีราคาดีกว่าข้าวหลายเท่าตัว 

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

ไข่ไก่ล้นตลาด 4 ล้านฟองต่อวัน พณ. จ่อชง 'เอ้กบอร์ด' รับมือ,เช็คราคาดอกมะลิตลาดไท-ปากคลองตลาด

ที่มาข่าว: http://www.thairath.co.th/content/486322

กรมการค้าภายใน เผยไข่ไก่ล้นตลาดวันละ 4 ล้านฟอง เร่งเพิ่มช่องทางระบายช่วยเกษตรกร พร้อมเสนอ “เอ้กบอร์ด” ปรับโครงสร้างการผลิตให้สมดุลกับความต้องการใช้ในประเทศ...
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้เลี้ยงไก่ไข่จากปัญหาราคา ไข่ไก่หน้าฟาร์มตกต่ำ โดยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายและเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่ ด้วยการนำไข่ไก่ส่วนเกิน มาจำหน่ายผ่านจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือน ก.ย.57 เพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด เพราะประเมินว่าในปีนี้จะมีไข่ไก่ส่วนเกินวันละ 4 ล้านฟอง ล่าสุดจนถึงเดือนก.พ.58 กรมฯได้ช่วยระบายไข่ไก่แล้ว 1.1 ล้านฟอง นอกจากนี้ กรมฯจะเร่งผลักดันการระบายไข่ไก่ผ่านร้านหนูณิชย์.. พาชิม ที่ปัจจุบันมีร้านอาหารปรุงสำเร็จเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไข่ไก่ประกอบอาหารจำนวนมาก
“ผลผลิตไข่ไก่ที่ล้นตลาดมาจากการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 56 เป็นต้นมา ทำให้การเลี้ยงไก่ไข่เพิ่มขึ้นในผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกกลุ่ม จนส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในปีนี้กรมปศุสัตว์และภาคเอกชนประเมินว่าจะมีไข่ไก่ส่วนเกินคงเหลือใน ระบบ 4 ล้านฟองต่อวันทำให้ภาวะการค้าไข่ไก่ชะลอตัว ประกอบกับการบริโภคลดลงในช่วงโรงเรียนปิดเทอมของทุกปีส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละ หน้าฟาร์ม เคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน”
สำหรับราคาหน้าฟาร์ม ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 2.50-2.60 บาท, เบอร์ 0 และเบอร์ 1 ซึ่งเป็นไข่ไก่ขนาดใหญ่และมีสัดส่วนออกสู่ตลาดน้อยนั้น เบอร์ 1 ฟองละ 3-3.10 บาท และเบอร์ 0 ฟองละ 3.30-3.40 บาท
นอกจากนี้ กรมฯได้ผลักดันการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมาต่อเนื่อง เช่น การเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ที่มี รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องสมดุลกับตลาด ซึ่งเบื้องต้น กรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ประชุมคณะอนุกรรมการภายใต้เอ้กบอร์ด รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว และเตรียมนำเสนอเอ้กบอร์ดพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำต่อไป
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายไข่ไก่ที่ราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ กรมฯจะส่งส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที.

ชาวนาร้องผู้ว่าฯ ผ่อนหนี้-ลดดอก

สิงห์บุรี - ตัวแทนชาวนาในพื้นที่อ.บางระจัน 20 คน นำโดยนายสุริยา วงษ์ใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.สระแจง เข้าพบนายชโลธร ผาโคตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 
ที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อยื่นหนังสือขอให้สหกรณ์การเกษตรอำเภอบางระจัน ผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปก่อนและลดดอกเบี้ยให้กับชาวนาที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์จนกว่าจะทำนาได้ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง และบางส่วนเดือดร้อนจากราคาข้าวตกต่ำและจากศัตรูพืช อีกทั้งประสบปัญหาหนูนาทำลายไร่จนไม่ได้ผลผลิต ทำให้ไม่มีเงินที่จะไปชำระหนี้ได้

       จากนั้น นายชโลธรได้เรียกผู้แทนสหกรณ์สิงห์บุรีมารับทราบปัญหา ซึ่งทางสหกรณ์จังหวัดรับเรื่องที่ชาวนาร้องขอและจะนำไปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสหกรณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป 

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฉาวอีก!!! เจ้าอาวาสวัดดังเมืองสิงห์บุรี ทิ้งจีวร-นัวสาวจะๆ!!+น้องปลานิล แม่ค้าส้มตำสุดสวย โชว์ลีลาการตำส้มตำ แซ่บอีหลีสุดๆ

ชาวบ้านสิงห์บุรีโวย!! เจ้าอาวาสวัดดัง สลัดจีวรทิ้งลาออกจากตำแหน่ง พบหลักฐานชัด ภาพนัวสาว คาดถูกสาวหลอก พบประวัติหลอกจับผู้ชายรวยๆ…

 วันนี้(8 มี.ค.)มีรายงานว่า ได้มีชาวบ้านจังหวัดสิงห์บุรี มาร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าว สำนักข่าวทีนิวส์ กรณี เจ้าอาวาสวัดดังของจังหวัด ได้หนีออกจากวัด พร้อมทรัพย์สินประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อไปอยู่กินกับสีกาคนหนึ่ง โดยชาวบ้านระบุว่า ผู้หญิงคนดังกล่าว มีประวัติคอยดักจับผู้ชายที่มีฐานะรวยๆ จึงเกรงว่า อาจจะเป็นหลอกลวงและทำให้ทรัพย์สินของวัดเสียหาย รวมทั้งมีภาพที่เป็นหลักฐานว่า พระรูปนี้ อยู่กับสีกาอย่างใกล้ชิด โดยแต่งกายแบบฆารวาส ทั้งที่ยังไม่ได้ลาสิขาบทแต่อย่างใด ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าพระรูปดังกล่าวอยู่ที่ใด ซึ่งชาวบ้านกำลังเร่งตามหาตัว เพื่อบังคับให้สึกจากการเป็นพระสงฆ์
 ทั้งนี้ พระรูปดังกล่าว เป็นพระนักเทศน์ชื่อดัง ทำให้มีผู้ศรัทธาเดินทางมาทำบุญและบริจาคให้วัดเป็นจำนวนมาก