แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝากเงินขั้นต่ำ10$ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝากเงินขั้นต่ำ10$ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อยู่อย่างไรให้รอดในตลาด Forex ?

อยู่อย่างไรให้รอดในตลาด Forex ?

มีแนวคิดเรื่องคนทำงาน 2 ประเภทที่น่าสนใจ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คนประเภทแรก ทำงานทุกวันได้ ค่าแรงวันละ 10 บาทสรุปหนึ่งเดือนได้ เงินเดือน 300 บาท
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กับคนประเภทที่ 2 เดือนหนึ่ง ทำงาน แค่ 3 วัน แต่ได้วันละ 100 บาท สรุปเดือนเหนึ่งเค้าได้ 300 บาทเหมือนกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำถามคือในการทำงานจริงๆ เราอยากเป็นคนประเภทแรกหรือคนประเภทที่สอง เรื่องนี้กำลังโยงให้เห็นถึงคนเทรดสั้นและยาวนั้นเอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คนเทรดสั้น ที่มีการเปิดปิดออร์เดอร์ทุกวัน ซึ่งก็คล้ายคนที่ทำงานทุกวันนั่นเอง
คนเทรดยาว เหมือนคนประเภทที่สองดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น โดยประเภทนี้นานๆ เปิดออร์เดอร์ทีหนึ่ง ซึ่งก็ละม้ายคล้ายกับคนที่ นานๆ เข้าออฟฟิศทำงานทีหนึ่ง แต่กลับได้เงินเดือนไม่น้อยไปกว่าบุคคลประเภทแรกเลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การเทรดสั้นและยาว เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ไม่มีอะไรตายตัว แล้วแต่จังหวะ Forex เป็นตลาดที่ค่อนข้างผันผวน บางครั้งกลยุทธ์จึงต้องยึดหยุ่นตาม ความผันผวนของกราฟแต่ละช่วงเวลา แต่อย่างน้อยควรมีรูปแบบการเทรดไว้เป็นหลักสักหนึ่งรูปแบบที่เข้ากับตนเอง เพื่อที่เราจะใช้รูปแบบนั้นเป็นตัวยืนในการเทรด หากกลยุทธ์การเทรดนี้ไม่ผ่าน ก็ค่อยงัดกลยุทธ์รองมาใช้ ตามระบบแบบแผน ไม่ได้งัดมาใช้ตามอารมณ์พึงพอใจ
******************************************
💥 🤹 พี่เฉินเกษตรกรเทรดforex    🔏 
🎉 สาขา ประเทศไทย 🔒 
# 🎯 เปิดรับสอนเทรดฟอเร็กซ์ฟรี! ⭕ 
ทุกวันตั้งแต่เสาร์-อาทิตย์ เวลา 11:00 น.  ♻️ เป็นต้นไป(อาจมีการเปลี่ยนแปลง จะแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยป้ายชัดเจน)...
 👜 "ไม่ต้องเดินทาง  💼 เรียนได้ทั่วโลก  🌥️ กับความเร็วอินเตอร์ 100 GB ☔ และ ♻️ โปรแกรมออนไลน์ที่ทันสมัยที่สุดในโลกใบนี้" ⭕ 

📍(ไลน์สแคร์ # 💰  ⌛  🔒 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://line.me/ti/g2/TDSIQ3Y9C4   💯 
===== ☑️ พี่เฉิน เกษตรกรเทรดforex ☑️ ==========)
☑️ #Forex  📵 
☑️ #BasicAdvance  🔇 
☑️ #พื้นฐานฟอเร็กส์  🚭 
☑️ #เทคนิคการวิเคราะห์กราฟ  🚱 
☑️ #วิธีการเทรดทำกำไร 🚷 
☑️ #สอนการจัดการบริหารความเสี่ยงของพอต 🚯 
# ⛈️ มีเทคนิคไม่ต้องเฝ้าจอ เทรดกราฟเปล่า ดูตัวเลข มาแชร์ 🌀 

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 🔚 
- ☔ โน๊ตบุ๊ค,โทรศัพท์มือถือ 🔙 
- 🌦️ สมุดจด 🔜 
- 💲 ปากกา 🔛 
* 💰 สามารถรวมกลุ่ม 5 ถึง10คนขึ้นไปเข้ากลุ่มไลน์  💰 เรามีสอนฟรีทุกวันเสาร์ เวลา 11โมงเป็นต้นไป ถึง 24.00 น.
........................................................
☎️ติดต่อสอบถามโทร : 087-9181778
☎️แอดหรือโทรเบอร์ออฟฟิต : 087-9181778
✅แอดไลน์ : https://line.me/ti/g2/TDSIQ3Y9C4 
🅿️facebookfanpage: https://goo.gl/Syo8wC
➡️fanpage
...................................................................... 🎯
เกมการเทรด เกมของจังหวะที่ลงตัว
การเทรดที่ดีไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเทรดตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วเป็นเกมของจังหวะและเวลาที่ลงตัว บางครั้งต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว เทรดบ้างหยุดบ้าง หาจังหวะให้ดี ทั้งหมดเป็นเกมของจังหวะ
เหมือนเกมส์ฟุตบอล ทีมที่พับสนามบุกอย่างเดียวใช่ว่าชนะเสมอไป ถ้าไปเจอทีมที่หาจังหวะสวนกลับดีๆ ก็แพ้หงายเงิบไปก็มีเยอะแยะ แล้วถ้าเกมนั้นเป็นเกมตัดสินแชมป์ ตัดสินความเป็นความตาย แล้วดันแพ้ในเกมส์นั้นขึ้นมาล่ะ แบบนี้คงลงเอยคงไม่สวยเท่าไหร่?
การเล่นเกมบุกเต็มเหนี่ยวของฟุตบอล คล้ายกันกับสำหรับการเปิดออร์เดอร์แบบชนิดเปิดแหลกราน ยุทธวิธีแบบนี้ใช่ว่ามันจะมีกำไรนะ สู้ที่นิ่งๆ รอจังหวะเปิด ไม่ได้ จริงอยู่แม้ว่าการเปิด ออร์เดอร์เยอะ ถี่ บ่อย จะสามารถเพิ่มโอกาสการทำได้กำไรได้ แต่อย่าลืมคิดถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นการเปิดออร์เดอร์แบบนี้ตอนที่เสีย จะเสียเยอะมาก เอาเป็นว่าถึงขั้นหายนะเรียกพี่กันเลยทีเดียว

ยิ่งบางครั้งเลือกเปิดออร์เดอร์แบบจัดหนัก(Over Trade) อัด margin ไปเต็มเหนี่ยว ภาษาฟุตบอลเรียกดันกองหลังขึ้นสูง เดินเกมส์บุกเต็มที่ เปิดหน้าแลก แบบนี้ถ้าโดนกราฟสวนมาก็เสร็จเรี่ยมเร้เรไร ล้างพอร์ตตามระเบียบ
การเทรดเป็นเกมของจังหวะ ถ้ารอเป็นเย็นพอ ก็รวยได้

ภาษิตจีนจึงกล่าวไว้ว่า “ถ้าใจยังไม่นิ่งก็เหมือนกระบี่ที่ยังไม่คม ออกท่องยุทธภพ ไงก็ตาย แหง่แก๋”

การลงทุนก็เหมือนกับการปลูกผลไม้
    ปลูกแล้วตายเลยก็ดี แต่ถ้าปลูกแล้วไม่ตายเราก็ต้องคอยดูแลมันไปจนสุดท้ายมันกลับมาออกดอกออกผลให้กับเราในที่สุด
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
"ปลูกแล้วตาย" เปรียบเหมือนการเปิดออร์เดอร์แล้วชน Stop Loss จบเกม ไม่ต้องหวังดอกหวังผลกันในอนาคต
"ปลูกแล้วไม่ตาย" เปรียบเหมือนออร์เดอร์ที่อยู่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่าง SL และ TP สถานะการณ์แบบนี้ก็ต้องดูแลมันไปจนกว่าสุดท้ายจะออกดอกออกผลให้กับเรา
คำว่า "ดูแล" ในที่นี่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การดูแลจิตใจของเราให้เป็นสุขในขณะที่กราฟมันล้มลุกคลุกคลานอยู่ในแดนลบ ดูแลและฝึกฝนจิตใจให้รู้จักกับคำว่าอดทนรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม สักกวา อันว่าความใจร้อนก็เหมือนไฟที่จะเผาต้นกล้าของเราให้มอดไหม้ไปก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นดอกผลให้กับเรา

หลายๆ จังหวะการลงทุน เราจะเห็นว่าความใจร้อนของเรานำหายนะมาให้กับพอร์ตของเราเสมอ แต่ถ้านึกย้อนหลังๆ ดีๆ จะเห็นว่าบ่อยครั้งเลยทีเดียวที่เราเข้าถูกทางถูกจังหวะแล้ว แต่เราใจร้อนรีบปิดออร์เดอร์...เผาต้นเงินต้นทองของเราเองด้วยความใจร้อน ถ้ารู้จักรอคอยสักหน่อยจากที่ลบก็อาจเป็นบวกได้ในที่สุด
Stop Loss ที่เหมำะสม และวินัยที่มั่นคง จะช่วยให้ต้นกล้าของเราเติบโตกลายเป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ออกดอกออกผล ให้พอร์ตเราเติบโตได้ ในอนาคต

ในบางสถำนการณ์
การเริ่มนับ 1 ใหม่ ...ก็ดีกว่า
การเริ่มนับ 0 ใหม่....เสมอ

ช่วงหลังนี้เห็นคนรุ่นใหม่เริ่มเบนชีวิตเข้าไปสู่วงการเทรดเดอร์และเลือกเริ่มต้นการเทรดในตลาด Forex
แท้จริงแล้ว ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก กล่าวได้ว่าในตลาดนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เราคิดและไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง เช่น วันนี้ออร์เดอร์ +100 จุด พรุ่งนี้อาจเป็น 0 และมะรืนนี้อาจเป็น
-100 จุด วันนี้พอร์ตโตพรุ่งนี้พอร์ตเกลี้ยงก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้สาหรับผู้ที่ประมาทในตลาด
เงินที่ได้มาโดยง่ายไม่มี และถ้ามีเงินก้อนนั้นก็พร้อมที่จะเสียออกไปโดยง่ายเช่นกัน....แน่นอนกว่าที่เราจะอยู่รอดในตลาดนี้ จนมีผลกำไรออกมาจากพอร์ตการลงทุนได้นั้น เรียกได้ว่าต้อง ฝึกฝน อบรมและพัฒนาตนเองตลอดเวลา

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
เปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต

คนเก่งไม่ได้เกิดจากคำพูด หากแต่เกิดจากการกระทำที่นำไปสู่การยกระดับสติปัญญาและความสามารถของตนเองให้สูงขึ้นไป ดังนั้นหัวใจของนักพัฒนาคือ มีการฝึกฝน อบรม และพัฒนาอยู่เสมอ ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ เพื่อนำพาตนไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความอดทน เช่น อดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ อดทนต่อความมีวินัย อดทนรอคอยจังหวะเป็นต้น หากเรามีความอดทนเป็นพื้นฐาน การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสาเร็จ ก็คงไม่ยากเย็นเข็ญใจนัก

การที่จะอยู่รอดในตลาดนี้
ควรมีหลักคิดและวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นอย่างไร?
.....เทรดอย่างมีระบบ
.....คบวินัยเป็นเพื่อน
.....ไม่เลื่อน Stop loss
.....ไม่ long / short สวนเทนด์
.....ไม่เล่นมือหนัก
.....ไม่เป็นนัก OverTrade
.....ถือเคร็ดไม่ชัวร์ไม่เข้า
.....ไม่เอาแต่ยึดติดความหลัง
.....ไม่บ้าพลังเทรดโชว์
.....ยอมโง่ให้กับตลาดบ้าง
.....ไม่ถือหางออร์เดอร์ผิด
.....ดูปัจจัยให้รอบทิศ
.....และพิจารณาให้รอบด้าน
.....รับ/ต้านต้องมองออก
.....จุดเข้า/ออกต้องชัดเจน
.....มองเห็นความเสี่ยงทุกครั้ง
.....ยับยั้งชั่งใจบ้าง
.....ปล่อยวางไม่เร่งเอาคืน
.....ไม่ฝืนกราฟสวนเทรนด์
.....มี Money Management ที่ดี
.....สติพึงมีตลอดเวลา
.....ไม่กล้าและกลัวจนเกินไป
ข้อพึงตระหนัก
1. คนที่มีความรู้เยอะ(รู้มาก) มักเป็นกลุ่มคนที่ขาดทุนเยอะที่สุด บางทีความรู้ก็เป็นดาบสองคม เพราะบางครั้งเรามักใช้ความรู้ที่มีไปซัพพอร์ตกับอารมณ์ของเรา ณ ขณะเวลานั้นๆ ซึ่งนำมาสู่การขาดทุนในที่สุด ด้วยเพราะ "อารมณ์พาไป"
บางครั้งเราเผลอความรู้ของเรา เข้าไปหนุนอารมณ์จนทำให้เกิดความเชื่อ ที่อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดได้ ดังนั้นต้องก่อนตัดสินใจอะไรบางอย่าง จงระลึกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจนั้น มันอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลจริงๆ หรืออารมณ์พาไปกันแน่
ก่อนเปิด/ปิด สถานะ คิดสักนิดว่า "เหตุผลนำพา หรือ       
อารมณ์พาไป"
2. ข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง คือ การมองเห็นผลตอบแทนมาก่อนโอกาสความเป็นไปได้
3. บันทึกการเดินทาง หรือบันทึกการเทรดเป็นสิ่งสาคัญ เพื่อทำให้รู้จักนิสัยใจคอตัวเองมากขึ้น
4. ลงทุนตามสภาพจิตใจ หรืออุปนิสัยของตัวเอง ค้นหาตัวเองให้เจอแล้ว ปรับรูปแบบการลงทุนให้เข้ากับตัวเอง เป็นสิ่งสาคัญประการแรกสาหรับการเริ่มต้นการลงทุน

บรรลุธรรม VS บรรลุเทรด ปรัชญาเชิงลึกที่ไม่ควรมองข้าม
มีโอกาสได้สนทนาธรรมก็เลยลองนำมาเปรียบเทียบกันว่า คนเราจะบรรลุธรรมขั้นสูงได้นั้น ในทางพุทธศาสนากล่าวไว้เป็นลำดับขั้นดังนี้คือ...
"บรรลุธรรม"
ศีล(การปฏิบัติเบื้องต้น)       .....(1) Action
สมาธิ(ความนิ่ง สงบ)           .....(2) Composed
ปัญญา(ระบบคิดและจิตใจ) ..... (3)Mind
ผลลัพธ์ที่ได้..... คือ “ วิมุติ "
โอกาสนี้เลยมาคิดต่อยอดดูว่าแล้วสิ่งที่เราทำอยู่คือ การเทรด   นี่ล่ะ จะทำอย่างไรจึงจะสามารถบรรลุถึงการเทรด ที่จะสามารถทำกำไรให้กับเราได้อย่างยั่งยืน เหตุนี้เลยลองถอดบทเรียนจากลำดับการบรรลุธรรมสู่การบรรลุเทรดได้ดังนี้

"บรรลุเทรด"
นำหลักการ Action -Composed - Mind มาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกันคือ
(1) Action.....เรียนรู้(ทฤษฏี) ฝึกฝนและพัฒนา (การปฏิบัติ)
(2) Composed.....ความนิ่ง
(3) Mind .....ระบบคิดและจิตใจ
ผลลัพธ์ที่ได้..... ผลกำไร มั่งคั่ง ยั่งยืน

เบื้องต้นเราต้องเรียนรู้ ฝึกฝนและพัฒนา จนกลายเป็นทักษะความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อประสบการณ์มากขึ้น ความนิ่งก็จะเริ่มเด่นชัดมากขึ้นตามมา เราจะสังเกตุได้ว่าความแตกต่างระหว่างมือเก๋าและมือใหม่ก็คือ ความนิ่งนั่นเอง อาทิเช่น เมื่อราคาขยับลงมา 30 จุด (300 pips) มือใหม่จะตกใจ แต่มือเก๋า จะยังนิ่งยิ้มแย้มเพราะเห็นว่าเป็นธรรมดา จิ๊บๆ เพราะเป็นหมื่นปิ๊บก็เคยเจอมาแล้ว(เมื่อครั้ง เกิดซึนามิที่ญี่ปุ่น หรือการแทรกแซงค่าเงินของประเทศสวิตช์) เป็นต้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดอาการ "นิ่งเป็น เย็นพอ รอได้" เมื่อนั้นก็สามารถที่จะบังคับควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้ถูกอารมณ์เข้ามาควบคุมหรือชักจูงได้ในที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ปราศจากอารมณ์เข้ามาชักจูง โอกาสที่จะทำตามระบบวินัยตามแผนการเทรดได้ ก็มีสูงขึ้น

ดังนั้นเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเทรดเดอร์คนหนึ่งก็จะมาลุถึงความเข้ำใจว่ำ แท้ที่จริงแล้วเบื้องต้นระบบวินัย(System) มีความสำคัญแค่ 20% ของความสาเร็จ เท่านั้น ที่เหลือคือระบบคิดและจิตใจล้วนๆ ที่ต้องเข้าไปจัดการ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราควบคุมความคิดหรือจิตใจไม่ให้ถูกอารมณ์เข้ามาครอบงำได้ ระบบวินัยมันจะกลายเป็น 80% ของความสาเร็จทันที และเทรดเดอร์ธรรมดาๆ ก็กลายพันธุ์เป็นเทรดเดอร์ไร้ใจ ที่ไร้อารมณ์แทรกแซงในการเทรดในที่สุด .....จากนั้นเหรอ!!! ที่เหลือก็เพียงแค่ระบบวินัยและสภาพจิตใจที่สั่งสมทักษะประสบการณ์มาดีแล้ว เป็นตัวขับเคลื่อนผลกำไรให้เกิดขึ้นและเติบโตต่อเนื่องไปในอนาคต

ปรัชญาหลักคิด 3 ประการ ที่ต้องไม่ลืม
1. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
2. ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่หวัง
3.ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง
ก้าวแรกสู่ความสำเร็จกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากตลาด Forex
ระหว่างทางสู่ความสาเร็จ ไม่ได้มีแต่ความหอมหวานเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีความล้มเหลวผิดหวัง แฝงมาด้วยเสมอ หากเราไม่รู้จักเผื่อใจเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านั้น หากวันหนึ่่งเราพลาดพลั้งล้มลง เราจะพบกับภาวะหายนะ นั่นคือ ภาวะล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ดังนั้นจงเตรียมตัวเตรียมใจรับมือสิ่งที่ไม่คาดหวังไว้เสมอ เพราะใครเล่าจะล่วงรู้กาลเวลาข้างหน้าของตนเองได้
ในการเทรด Forex ก็เช่นเดียวกัน ผมถือคติ 3 ข้อเกี่ยวกับ Forex เพื่อความไม่ประมาท เริ่มกันที่ข้อแรก

1. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สำหรับ Forex
(กราฟมันขึ้นอยู่ดีๆ ไหงร่วงยังกะใบไม้ร่วงซะงั้น).
2. ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่หวัง
อย่างเช่น ถือสถานะ Buy ไว้ กราฟดันลง เราก็คอยหวังภาวนาให้มันขึ้น แล้วมันก็ยังลงต่อไปอีก
.....วันที่สอง ของการถือสถานะ Buy กราฟก็ลงไปอีก
.....วันที่สามของการถือสถานะ Buy กราฟก็ลงต่อ
.....วันที่ 4 ของการถือสถานะ Buy กราฟลงต่อแถมหลุดแนวรับไปแล้วด้วย แต่บอกตัวเองไม่เป็นไรยังถือต่อได้ แอบหวังว่ามันหลุดแนวรับเพียงหลอกๆ ล่อแมงเม่าเดี๋ยวมันก็กลับไปขึ้น เอางี้ดีกว่าไปทำบุญ เอาบุญช่วยดันกราฟให้ขึ้นหน่อยดีกว่า (เริ่มหันมาเพิ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์)
.....วันที่ 5, 6, 7, 8 กราฟลงต่อไม่มีทีท่าจะขึ้น
..... วันที่ 9 กราฟย่อตัวดีดขึ้นมาหน่อยเริ่มยิ้มออก (คิดในใจว่าแล้วมันต้องขึ้นบ้างสิ ลงมาขนาดนี้แล้ว สงสัยจะเปลี่ยนเทรนด์กลับไปขึ้นแล้ว วันนี้อยู่ในสถานะการณ์เริ่มมีความหวัง)
.....วันที่ 10 ของการถือสถานะ Buy กราฟร่วงลงไปทา New Low "ล้างพอร์ต" Game Over จบเกมส์
....สรุปนี่แหละ คือคำกล่าวที่ว่ามันมีอะไรเป็นไปอย่างที่หวัง สำหรับ Forex จริงๆ.
3. ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง กราฟราคาไม่ได้วิ่งไปทางขวาแต่เพียงอย่างดียว แต่มันขยับขึ้นและลงตลอด เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คุณต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันทุกสถานการณ์ มีมุมมองที่มีความยึดหยุ่นพอสมควร และต้องไม่คอยยึดติดกับความหลัง ยึดมั่นกับอดีตของกราฟราคามากไป ต้องกลับมามองความเป็นจริง ณ ปัจจุบันของกราฟราคา
----------------------------------------------------------------------------------------
สิ่งที่นักเทรดส่วนใหญ่พลาดกันมากที่สุดหลังจากได้ระบบการลงทุนมาแล้ว นั่นก็คือ "การทดสอบระบบ" นักเทรดส่วนใหญ่ที่ผมพบไม่มีการทำ Back Test / Forward Test แต่ว่ากลับนำระบบที่ไม่เคยผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์ (ด้วยตัวเอง) มาลงทุนกับเงินจริงตลาดจริงทันที (อันที่จริงผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน รู้แล้วเหยียบไว้นะ T T) ทีนี้บางคนอาจถามกลับมาว่า "ถ้ามั่นใจว่าระบบการลงทุนมันทำกำไรได้จริงแล้วทำไมจะต้อง Back Test/Forward Test ด้วยล่ะ ลุยกับเงินจริงตลาดจริงไปเลยสิ จะ Test ทำไมให้เสียเวลา" อันที่จริงมันก็สมเหตุสมผลนะ แต่...อย่าเพิ่งตัดสินอะไรในย่อหน้านี้ ลองมาฟังเหตุผลที่ผมจะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ของผมก่อนแล้วกันครับ

ข้อแรก อย่าเชื่อใครจนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเอง สมมติว่าเราได้ระบบการลงทุนมาระบบหนึ่ง คนที่สอนระบบให้เราเขาบอกว่าระบบนี้กำไรแน่นอน ชัวร์100%! ฟันธง!!! (เราก็อย่าไปขัดคอนะครับเดี๋ยวเขาจะโกรธเอา ฮา) ให้เราเชื่อได้ครับแต่ให้ยึดหลักว่า "ทุกๆ ความเชื่อต้องผ่านการพิสูจน์" (ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องเสียเวลาไปพิสูจน์นะครับเพราะการพิสูจน์นั้นจะยืนอยู่บนฐานของความอคติทันที) ... อย่าลืมว่าเงินลงทุนของเรา เรามีหน้าที่ปกป้องเงินทุน ฉะนั้นจงพิสูจน์ระบบการลงทุนนั้นซะ!
ข้อต่อมา การ Test ระบบเป็นเหมือนการทบทวนและสอบไล่ไปในตัว ว่าเราเข้าใจมันดีจริงหรือเปล่า หรือแค่คิดไปเองว่าเข้าใจ ^ ^'
ข้อสาม ทราบสัดส่วน Win/Loss เพื่อหา MM ...ขยายความคือ ก่อนที่จะเอาระบบไปลงทุนในตลาดจริงเงินจริง เราต้องทราบก่อนว่าระบบนี้ถ้าเทรด 100 ครั้ง สามารถทำกำไรได้กี่ครั้ง ครั้งละเท่าไร? และขาดทุนกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไร? แล้วนำสถิติที่ได้มาคำนวณหา Money management เช่น เทรด 100 ครั้ง กำไร 50 ครั้ง ครั้งละ 2 หน่วย และขาดทุน 50 ครั้ง ครั้งละ 1 หน่วย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
Trade 100 orders
                                                  +50 x 2 = +100 หน่วย
                                                   -50 x 1 = -50    หน่วย
หักกลบ ลบหนี้ทั้ง 100 Trade เหลือกำไรอยู่   = +50   หน่วย
   ข้อสุดท้าย ความมั่นใจ ข้อนี้เป็นอีกข้อที่มีความสำคัญกับการลงทุนมากการทดสอบระบบจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมของระบบเช่นว่า สัดส่วนของกำไร/ขาดทุน สมมติเราเทรดไม้แรกติดลบ ไม้สองก็ติดลบ ถ้าเราทดสอบระบบมาก่อนเราก็จะไม่ไข้วเขวเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าการขาดทุนคือส่วนหนึ่งของระบบ หรือว่าถ้าเทรดในไม้แรกๆ กำไรเราก็จะไม่ฮึกเหิมจนควบคุมตัวเองไม่ได้ (การควบคุมตัวเองไม่ได้ในสภาวะที่กำไรติดต่อกันจะทำให้เราเพิ่มขนาดการลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม)

------------------------------------------------------------------------------------------------
โดยทั่วไป​ มักจะพูดกันว่า​ การเทรดประกอบด้วยสามส่วน​ คือ
▪️วิธีการ​ Strategy
▪️การบริหารจัดการเงิน​ Money management
▪️การควบคุมอารมณ์และความคิด​ Mindset
และมักจะให้น้ำหนักความสำคัญของทั้งสามอย่างนี้ไม่เท่ากัน​ เช่น​
▪️Strategy 10%
▪️Money management 30%
▪️Mindset 60%
โดยมองไล่ไปตามลำดับว่า​ แม้มีวิธีการที่ดี​ แต่ดูแลการเงินไม่ดี​ ก็ประสบปัญหา​ได้​ แต่ถ้าควบคุมอารมณ์และความคิดไม่ได้​ ทุกอย่างก็จะล้มเหลวหมด
สำหรับผม​ ผู้ชอบมองไปในหลายๆ​ แง่มุม​ ได้มองต่างไป​ โดยมองย้อนกลับว่า​ ถึงแม้เราจะเป็นผู้มีความคิดดี​ ควบคุมอารมณ์ได้​ มีระเบียบวินัย​ แต่การดูแลการเงินไม่เหมาะสม​ ก็เกิดความเสียหาย​ได้​ ถ้าทั้งสองเรื่องที่กล่าวมาทำได้ดี​ แต่ใช้กลวิธีการเทรดที่ไม่ดี​ จะเทรดไปเท่าไร​ ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจ
จึงคิดว่า​ องค์ประกอบทั้งสามอย่างนั้น​ ควรให้น้ำหนักความสำคัญเท่าๆ​ กัน​ ไม้เน้นไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ ไม่มองข้ามเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

✍️ เปลี่ยนเกษตรกรรากหญ้า        ด้วยงบ 2,490 บาท
👌 เปลี่ยนชีวิตมนุษย์ Comfort Zone  ด้วยงบ 2,490 บาท
✌️ เพิ่มการลงทุนให้เจ้าของกิจการทั่วโลก ด้วยงบ 2,490 บาท
 💞  💘 "งบการเรียนรู้เพียงแค่ 2,490บาทที่คุณก็สัมผัสได้"
# 💰  ⌛  🔒 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://line.me/ti/g2/TDSIQ3Y9C4 
https://youtu.be/xJqjR7k5m-M  คอร์สแนะนำการเทรดออนไลน์,Basic Forex,Advance Course,ทำกำไรใน Forex ด้วย Price Action
===== ☑️ พี่เฉิน เกษตรกรเทรดforex ☑️ ==========
🆗 ระบบเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ
🆗 กราฟ TF H4 + ATR 
🆗 ไม่สนใจข่าว #ไม่ต้องดูตระกล้าค่าเงิน
🆗 เกษตรกรเทรดForex  #For-Lek-Laak-Yaa
🔃 อีเอฟอร์เหล็กลากหญ้า
===== 🔛 พี่เฉิน เกษตรกรเทรดforex 🔝 ======

















วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สเปรย์บรรเทาอาการปวดเมื่อย ตรา ไทยเดอร์

รายละเอียดสินค้า
#สเปรย์บรรเทาอาการปวดเมื่อย ตรา ไทยเดอร์
**สินค้าส่งออก ใช้ดีจนต้องบอกต่อ...
#ผลิตภัณฑ์ OTOP #แก้ปวดเมื่อย
สูตรใหม่+++ จากชมรมแพทย์พิชัย
1 ขวด บรรจุ 80 มิลลิกรัม
สนใจสั่งซื้อ คลิก :  http://www.24ontop.com/prd-detail.php?p=380&f=65881
#วิธีใช้
ฉีดพ่นบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย โดยไม่ต้องนวด
#ผลิตโดย ชมรมแพทย์ไทยพิชัย

*****************************************************************************
พลวัตรการเคลื่อนไหวและวัฏจักรของค่าเงิน 

กายวิภาคของค่าเงินดอลลาสหรัฐ
โดยอ้างอิงทฤษฎี Core-Periphery ของ ฮาเวียร์ กอนซาเลซ จากหนังสือที่ชื่อ How to make money with Global Macro
อธิบายการปรับตัวของค่าเงินUSDล่าสุด เป็นผลมาจาก

โดยทั่วไปนั้นค่าเงินทั่วโลกนั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกันคือ
1.Reserve Currencies ซึ่งปัจจุบันคือ USD
2.Hard Currencies คือกลุ่มประเทศที่นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสุทธิ และสามารถกู้เงินภายในประเทศได้ในอัตราที่ถูกกว่า เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการหนีความเสี่ยง (เป็น Safe Heaven)
3.Soft Currencies คือกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สุทธิ และมักเป็นผู้ที่ต้องกู้จากแหล่งนอกประเทศ
โดยธรรมชาติแล้วเงินทุนจะไหลไปหาแหล่งที่ผลตอบแทนรวมสูงกว่าเสมอ
ทำให้เมื่อใดก็ตามที่ความเขื่อมั่นในUSDสูงขึ้น ก็จะทำให้เกิดลูปของ Expect+Bias ตามที่เคยอธิบายไปในตอนที่ 1 แล้ว
แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือ แรงกดดันที่ส่งไปยังกลุ่มประเทศ Soft Currencies ทำให้ราคาUSD นั้นสัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในเชิงผกผัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติม YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2561 https://bit.ly/2yOjZsS

YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2560 https://bit.ly/2Akxvqp


กลุ่ม EAForLekLaakYaa :  https://www.facebook.com/groups/EAForLekLaakYaa/
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กล่าวคือ
เมื่อ USD ขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์ลง
เมื่อ USD ลง สินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น
เพราะในส่วนของ USD อยู่ในสถานะของ Unit of Account (ตัววัดมูลค่า)
เมื่อมูลค่าเปลี่ยนไปก็จะทำให้ต้องมีการปรับปรุงราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อชดเชยมูลค่าที่หายไป หรือ เพิ่มขึ้นตรงนั้น
ซึ่งการปรับตัวลักษณะนี้นั้นส่งผลไปทั่วโลก จนบางคนกล่าวว่า
"ว่าง่ายๆ โลกของเราส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยความเมตตาของดอลลาและFed"
เพราะหากปรับดอกเบี้ยขึ้น นั่นหมายถึงผลตอบแทนรวมเพิ่มขึ้น

ทำให้เงินทุนจะไหลกลับ ทำให้ค่าเงินUSDจะแข็งขึ้น และลูปของ Expect+Bias ก็จะทำงานต่อไป
และส่งผลกระทบใยวงกว้างต่อไปเรื่อยๆ

นอกจากนั้นแล้ว
ทฤษฎีดังกล่าวยังแบ่งประเทศออกเป็น Core (ศูนย์กลาง) และ Periphery (ชายขอบ)
ซึ่งในส่วนนี้นั้นแอดมินมองว่าคล้ายกับการแบ่งประเทศต่างๆออกเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(Developed) และประเทศเกิดใหม่(Emerging)
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะมีพลวัตรเงินตราต่อกันผ่านทางการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบต่างๆ

ทำให้
โดยทั่วไปแล้ววัฏจักรของประเทศศูนย์กลางจะยาวนานกว่า
และจะยาวนานกว่าในช่วงที่ค่าเงินแข็งค่าด้วย

เพราะ
ค่าเงินที่อ่อนค่าเท่ากับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นกดดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นก็ส่งผลให้Fedปรับเพิ่มดอกเบี้ย
ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนรวมของตลาดสหรัฐและพยุงค่าเงินUSDไว้
ดังนั้นค่าเงินดอลลาที่แข็งไม่เพียงดึงดูดการเก็งกำไรเท่านั้น
แต่ยังกดเงินเฟ้อลงด้วย
ซึ่งรักษาผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ในระดับสูง
และกันไม่ให้Fedควบคุม(อัตราดอกเบี้ย)มากเกินไป

ดังนั้นวัฏจักรของกลุ่มประเทศศูนย์กลาง(Core) จึงยาวนานกว่าเมื่อดอลลาแข็งค่าขึ้น
ซึ่งข้างต้นนี้คือธรรมชาติของค่าเงินดอลลสหรัฐที่จะส่งผลต่อทั่วโลกต่อๆไป ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวโน้มในอนาคต การเก็งกำไร และกระแสเงินทุนทั่วโลก

ขยายความให้ชัดเจนมากขึ้น
ต้องกลับไปสู่แนวคิดพื้นฐานเรื่องผลตอบแทนรวม
ก็คือเงินทุนจะไหลไปหาที่ๆผลตอบแทนรวมสูงที่สุด ซึ่งมาจาก 3 ส่วนด้วยกันคือ
ผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี่ยและ
การเพิ่มมูลค่าของเงินเมื่อลงทุนในตลาดนั้นๆ (เช่นการปรับตัวขึ้นของหุ้น หรือตราสารหนี้ เป็นต้น)
ซึ่งในบทความนี้ได้มีการแสดงให้เห็นถึงสาเหตุที่ดอลล่ายังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาซึ่งมีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยข้างต้นคือ
กราฟที่ 1 Real Trade weight US Dollar Index (ดัชนีค่าเงินดอลลาที่เปรียบเทียบกับสกุลทั่วโลก) ที่มีการแข็งค่าขึ้นมาตั้งแต่กลางปี 2011
กราฟที่ 2 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่สูงขึ้นมาตลอดจนถึงระดับสูงที่สุด
กราฟที่ 3 ที่เป็นการเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างดัชนี S&P และประเทศที่เหลือทั่วโลก
หากกราฟปรับตัวลงคือ ทั่วโลกให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
หากกราฟปรับตัวขึ้นคือ S&P ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าทั่วโลก
ซึ่งเห็นได้ว่า เป็นขาขึ้นมาประมาณ 8 ปีแล้ว

ซึ่ง
ทั้ง 3 กราฟแสดงให้เห็นถึง
การทำงานของ Expect+Bias ที่ทำให้แนวโน้มสามารถยืดออกไปได้เรื่อยๆ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ส่งเสริมเข้ามากระทบ และทำให้เกิดการดีดกลับอย่างรุนแรงอีกครั้ง (ตามที่ได้กล่าวถึงในบทความที่แล้ว)

.---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติม YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2561 https://bit.ly/2yOjZsS


YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2560 https://bit.ly/2Akxvqp


กลุ่ม EAForLekLaakYaa :  https://www.facebook.com/groups/EAForLekLaakYaa/
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ซึ่งตรงกับสูตรคำนวณของ จอร์จ โซรอส ในหนังสือชื่อAlchemy of Finance
↑(e+i+m) → s↑ → e↑
(ซึ่ง E=อัตราแลกเปลี่ยน I=ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย M = การเพิ่มมูลค่าของเงินทุน S=กระแสเงินทุนเก็งกำไร ลูกศรคือการเพิ่มขึ้น(สำหรับคนที่เคยอ่านแล้ว ลูกศรของ S นั้นเดิมคือการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินทุนเก็งกำไร ซึ่งผู้เขียนบทความกลัวว่าจะทำให้สับสน เลยสลับด้านเพื่อความเข้าใจง่ายแทน) และลูกศรชี้ขวาคือเครื่องหมายเท่ากับ)
ตีความอย่างง่ายคือ ยิ่งตลาดเป็นใจเท่าไหร่ยิ่งเป็นการเพิ่มกระแสเงินเก็งกำไรเข้ามา และยิ่งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแนวโน้มยิ่งขึ้น
และหากอธิบายให้ละเอียดถึงห่วงโซ่ตรรกะเพิ่มเติมคือ
โอกาสของการกระตุ้นทางคลังในอนาคต+ความยาวของตลาดขาขึ้น+ความยาวของการที่ Fed คงดอกเบี้ยต่ำ+Valuationที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์และการเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้น
=
โอกาสมากยิ่งขึ้นที่Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาด = ผลตอบแทนรวมที่มากขึ้นของนักลงทุน = เงินทุนเก็งกำไรไหลเข้ามากยิ่งขึ้น = ค่าเงินUSDและสินทรัพย์ยิ่งแข็งค่าขึ้น = โอกาสที่FED จะเป็นกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆมากกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อเดิมที่ยังคงต่ำอยู่เนื่องจากค่าเงินดอลลาที่แข็งขึ้น = วงจรการสะท้อนกลับ = ภาวะเศรษฐกิจแบบ goldilocks (ไม่ดีแต่ก็ไม่แย่ โตแต่เงินเฟ้อไม่ขึ้น) ในตลาดหลักๆช่วงสั้นๆ = วงจรที่ดีในระยะยาวแบบไม่มั่นคง
และประยุกต์ใช้กับส่วนประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆได้ว่า
USDแข็ง=ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง=
เงินเฟ้อต่ำ+มูลค่า(Valuation)ต่ำ+เศรษฐกิจเติบโตช้า=
อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ(ประเทศที่เหลือ) ทำให้ส่วนต่างกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐยิ่งกว้างขึ้น= USDแข็งขึน=วงจรที่การแข็งค่าของUSD

ทำให้ นึกถึงคำพูดของโซรอสที่ว่า
"ยิ่งวงจรอยู่นานเท่าใด ความน่าสนใจในการถือครองสินทรัพย์ที่สกุลเงินแข็งค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น และอัตราแลกเปลี่ยนยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคำนวณอัตราผลตอบแทนทั้งหมด ผู้คนที่มีแนวโน้มจะสวนเทรนด์มีสิทธิ์ที่จะถูกทำลาย(ตายไป)
มีแค่Trend Follow เท่านั้นที่อยู่รอดเช่นเดียวกับนักลงทุนแบบActive ยิ่งการเก็งกำไรสำคัญเท่าใด ปัจจัยอื่นๆยิ่งส่งผลน้อย ไม่มีอะไรที่จะชี้นำนักเก็งกำไรได้นอกจากตัวตลาดเองและตลาดนั้นก็เต็มไปด้วยTrend Follower"
และ
ที่ผ่านมานั้นทั้งในยุคของเรแกน และคลินตันได้มีวงจรลักษณะนี้เกิดขึนมาแล้ว ซึ่งเป็นไปในลักษณะที่ ดูเหมือนว่าตลาดจะมีการสะดุดจากการดีดกลับอย่างรุนแรง มีทั้งบูมและพังในหลายระดับ

ปัจจัยต่างๆสามารถที่จะส่งผลดีได้อย่างมากในระยะสั้นแต่เป็นอันตรายในระยะยาว

ข้อสรุปของผู้เขียนคือ
ถ้าเราต้องเลือก โดยต้องคงความสนใจไว้ที่ตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐ
เราควรมองหาหุ้นที่ได้รับผลดีจากการขึ้นดอกเบี้ยและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่สูงมากนัก
เราต้องเลือกกลุ่มที่เหมาะกับการกระตุ้นหรือเพิ่มเงินหมุนเวียนของทรัมป์และให้ความสนใจเฉพาะในประเทศ
ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น
และแน่นอนLong USD ด้วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติม YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2561 https://bit.ly/2yOjZsS

YouTube : Forex : For = Foreign, Ex = Exchange : คลิปโดดเด่นปี 2560 https://bit.ly/2Akxvqp



กลุ่ม EAForLekLaakYaa :  https://www.facebook.com/groups/EAForLekLaakYaa/
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------